Koi Food

“ปลาคาร์ฟ” เป็นปลาสวยงามที่สามารถพบได้ตามแหล่งน้ำจืดในประเทศต่าง ๆ ด้วยความที่เป็นปลาสีสันสดใส รูปร่างสวยงาม เลี้ยงง่ายและโตไว ปลาคาร์ฟจึงเป็นปลาเลี้ยงชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง ทั้งในประเทศโซนยุโรป เอเชียและประเทศแถบตะวันออกกลาง หลาย ๆ คนนิยมเลี้ยงปลาคาร์ฟในบ่อธรรมชาติ หรือบ่อน้ำที่จัดแต่งให้มีลักษณะใกล้เคียงกับธรรมชาติมากที่สุด นอกจากช่วยจะสร้างบรรยากาศให้ดูสวยงามแล้ว ยังเป็นการจำลองสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของปลาด้วย แต่นอกจากเรื่องที่อยู่อาศัยแล้ว “อาหารปลาคาร์ฟ” ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ผู้เลี้ยงต้องใส่ใจในการเลือกซื้อเช่นกัน

อาหารปลาคาร์ฟที่ได้รับความนิยมสูงสุดในปัจจุบัน คือ อาหารปลาสำเร็จรูป ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะมีการผสมสารอาหารและแร่ธาตุต่าง ๆ เข้าไปด้วย เพื่อช่วยเร่งอัตราการเติบโตและเพิ่มสีสันให้กับปลา อาหารปลาคาร์ฟที่ดีไม่เพียงแต่จะต้องมีสารอาหารครบ 5 หมู่ในอัตราส่วนที่เหมาะสมเท่านั้น แต่ยังต้องเป็นอาหารที่เข้ากับพฤติกรรมการกินของปลา เข้ากับสายพันธุ์และช่วยเสริมสุขภาพที่ดีให้กับปลาได้ด้วย ในบทความนี้ เราจะพาคุณไปรู้จักวิธีการเลือกอาหารปลาคาร์ฟ พร้อมคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์เลี้ยงอย่างง่าย ๆ พร้อมแนะนำ 10 อันดับ อาหารปลาคาร์ฟสำเร็จรูปที่ได้รับความนิยมอย่างท่วมท้นในหมู่คนรักปลา หาซื้อง่ายและสามารถหาได้ตามร้านค้าออนไลน์ได้ด้วย ซึ่งมีทั้งเหมาะกับสายพันธุ์จักรรพรรดิ ญี่ปุ่น ปลาประกวด รวมไปถึงปลาคาร์ฟที่ป่วย บำรุงให้โตเร็ว ให้สีสวย

ชนิดของอาหารปลา

อาหารปลาสามารถแบ่งได้เป็น 3 ชนิดใหญ่ ๆ คือ อาหารธรรมชาติ อาหารสมทบและอาหารสำเร็จรูป ซึ่งแต่ละชนิดก็จะมีประโยชน์ต่อปลาและความสะดวกในการใช้งานที่แตกต่างกันไป ดังต่อไปนี้

อาหารปลาธรรมชาติ

อาหารธรรมชาติ หมายถึง อาหารที่มีชีวิตซึ่งอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ปลาอยู่ โดยสามารถเป็นได้ทั้งสัตว์และพืช เช่น กุ้ง หอย สาหร่าย ตะไคร่ และแพลงก์ตอนชนิดต่าง ๆ รวมถึงเศษอาหารหรือเศษเนื้อ ซึ่งผู้เลี้ยงจะต้องเลือกใช้ให้เหมาะกับชนิดของปลาว่าเป็นปลากินเนื้อหรือปลากินพืช ในกรณีของปลาคาร์ฟนั้น จัดเป็นปลาที่กินได้ทั้งเนื้อและพืช อาหารธรรมชาติที่เหมาะสมจึงสามารถเป็นได้ทั้งสาหร่าย, พืชน้ำ, แพลงก์ตอน หรือลูกสัตว์น้ำ

อาหารธรรมชาติมีข้อดีตรงที่สามารถช่วยให้ปลาเติบโตได้อย่างสุขภาพดีและว่ากันว่าจะช่วยให้ปลามีสีสันที่สดใสกว่าการเลี้ยงด้วยอาหารสมทบและอาหารเม็ด จึงนับเป็นอาหารชนิดสำคัญในการเลี้ยงปลาสวยงาม นอกจากนี้ ยังสามารถลดโอกาสเสี่ยงของการเกิดน้ำเน่าเสียหรือหมักหมมได้มากกว่าด้วย

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากอาหารธรรมชาติแต่ละอย่างมีขนาดเล็กมากซึ่งหากจะใช้เลี้ยงปลาก็จำเป็นจะต้องป้อนในปริมาณมาก ส่งผลให้มีค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น ใช้เวลาในการเตรียมมากขึ้น รวมถึงอาจไม่สะดวกต่อผู้เลี้ยงที่ต้องมาคอยสรรหาอาหารสดเป็น ๆ เหล่านี้ด้วย ผู้เลี้ยงปลาสวยงามหลาย ๆ คนจึงหันไปใช้อาหารเม็ดสำเร็จรูปเป็นหลักและใช้อาหารธรรมชาติบ้างเป็นครั้งคราวแทน

อาหารปลาสมทบ

อาหารสมทบเป็นอาหารที่ใช้เลี้ยงปลาเพื่อเสริมสารอาหารให้ปลาโตไวและมีสุขภาพแข็งแรง อาหารปลาสมทบที่ได้รับความนิยมในหมู่นักเลี้ยงปลาชาวไทย คือ หนอนแดงหรือไรแดงแช่แข็ง ซึ่งหนอนแดงถือเป็นอาหารที่มีประโยชน์สำหรับปลาสวยงามเป็นอย่างมาก เพราะมีคุณค่าทางโภชนาการสูง ช่วยให้ปลาโตไวสีสวยและไม่ทำให้น้ำเน่าเสีย ในขณะที่ไรแดงจะนิยมใช้ในการเลี้ยงหรืออนุบาลลูกปลา ว่ากันว่าหากเลี้ยงด้วยไรแดงจะทำให้ลูกปลาโตเร็วมากและมีโอกาสรอดสูง

โดยทั่วไปหนอนแดงแช่แข็งจะมาในรูปแบบก้อนน้ำแข็ง ราคาค่อนข้างแพงและจะต้องนำมาละลายก่อนนำไปป้อนปลาและมีอายุการเก็บรักษา 5 – 6 เดือน ข้อควรระวังในการเลือกซื้อหนอนแดงหรือไรแดงแช่แข็ง คือ ต้องตรวจสอบคุณภาพ ความสดและความสะอาดให้ดี ควรผ่านการฆ่าเชื้อและไม่มีการผสมสีสังเคราะห์ เพื่อให้ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพปลาของคุณ ในกรณีของไรแดงก็เช่นกัน ควรเลือกซื้อไรแดงแช่แข็งที่สะอาด มีคุณภาพ และควรเป็นไรแดงเลี้ยงมากกว่าไรแดงที่เก็บมาจากธรรมชาติเพราะกลุ่มนี้จะมีความเสี่ยงในการเป็นโรคพยาธิสูงและอาจเป็นอันตรายต่อปลาของคุณได้นั่นเอง

อาหารปลาสำเร็จรูป

อาหารสำเร็จรูป เป็นอาหารที่ใช้ง่ายที่สุดในบรรดาอาหารปลาทั้งหมดและเป็นของสำคัญที่ขาดไม่ได้ โดยเฉพาะในการเลี้ยงปลาสวยงาม เนื่องจากมีส่วนผสมของสารอาหารที่สำคัญอย่างโปรตีน, วิตามิน, แร่ธาตุ รวมถึงสารอาหารอื่น ๆ ที่จะช่วยบำรุงปลาให้มีสุขภาพแข็งแรงและสีสันที่สดใสสวยงามเต็มที่ ในปัจจุบัน มีอาหารปลาสำเร็จรูปมากมายให้เลือกซื้อ ไม่ว่าจะเป็นสูตรต่าง ๆ ที่เน้นการบำรุงเฉพาะทางที่แตกต่างกันไป อย่างการเร่งสี เร่งโต หรือกระตุ้นการสร้างวุ้นในตัวปลา

ยิ่งไปกว่านั้น รูปแบบขนาดของอาหารที่ทำออกมาอย่างหลากหลายเพื่อให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้เลี้ยงปลาสายพันธุ์ต่าง ๆ มีทั้งแบบเม็ด แบบแผ่นและแบบผง โดยสำหรับผู้เลี้ยงชาวไทย รูปแบบของอาหารปลาที่นิยมมากที่สุดคือ อาหารเม็ด ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทย่อย คือ อาหารเม็ดแบบลอย (Floating Type) และแบบจม (Sinking Type) เพื่อให้เข้ากับพฤติกรรมการกินอาหารของปลาแต่ละชนิด ทั้งปลาที่กินอาหารบนผิวน้ำ กลางน้ำและใต้น้ำ

ปลาคาร์ฟเป็นปลาที่กินทั้งพืชและสัตว์เป็นอาหาร อาหารปลาคาร์ฟที่วางขายในปัจจุบันส่วนใหญ่อยู่ในรูปแบบของอาหารปลาสำเร็จรูปซึ่งให้อาหารและเก็บรักษาได้ง่ายและสะดวก นอกจากนี้ ยังมีอาหารปลาคาร์ฟอีก 2 ชนิดที่เจ้าของสามารถให้เสริมได้ คือ อาหารธรรมชาติและอาหารสมทบ

อาหารธรรมชาติ เช่น แพลงก์ตอนพืช แพลงก์ตอนสัตว์ พืชน้ำ เป็นต้น ส่วนอาหารสมทบ หมายถึง ต้นพืช เศษอาหาร กุ้ง หอย ปลาป่น เป็นต้น

วิธีการเลือกอาหารปลาคาร์ฟ

ต่อไปเราจะมาแนะนำวิธีเลือกอาหารปลาคาร์ฟที่นักเลี้ยงมือใหม่สามารถนำไปเป็นคู่มือในการเลือกซื้อได้อย่างง่ายดายกัน โดยในบทความนี้ เราจะเน้นวิธีการเลือกอาหารปลาสำเร็จรูปเป็นหลัก เพราะเป็นชนิดที่ได้รับความนิยม ใช้งานง่ายไม่ต้องเสียเวลาเตรียมล่วงหน้า ซึ่งตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่อันแสนรีบเร่งของทุกคน

เลือกอาหารปลาคาร์ฟให้เหมาะกับพฤติกรรมของปลา

อย่างที่เราได้กล่าวไปข้างต้น อาหารปลาสำเร็จรูปมีอยู่ด้วยกัน 2 รูปแบบ คือ อาหารเม็ดลอยและอาหารเม็ดจม หากไม่แน่ใจว่าควรจะซื้ออาหารแบบใด เราขอแนะนำให้พิจารณาตามพฤติกรรมการทานอาหารของปลา

สำหรับปลาคาร์ฟตัวใหญ่ ให้ใช้ “อาหารเม็ดจม” เพราะปลาเหล่านี้จะมีน้ำหนักตัวและโครงสร้างที่หนักพอสมควร การใช้อาหารเม็ดจมจะช่วยให้ปลาไม่ต้องออกแรงมากในการขึ้นมาทานอาหารบนผิวน้ำและป้องกันความเสี่ยงของภาวะหลังแอ่นที่เกิดจากการเงยหน้าทานอาหารติดกันเป็นเวลานานด้วย

สำหรับปลาที่มีอาการตื่นกลัวและหวาดระแวง ให้ใช้ “อาหารเม็ดจม” เนื่องจากปลาเหล่านี้จะไม่กล้าขึ้นมาทานอาหารบนผิวน้ำ หากคุณใช้อาหารเม็ดลอย ปลาก็จะไม่ขึ้นมาทานอาหารหรือขึ้นมาทานช้าหลังจากที่สารอาหารละลายน้ำไปแล้ว ดังนั้นจึงควรเริ่มด้วยการใช้อาหารเม็ดที่จมอยู่ในระดับกลางน้ำหรือพื้นน้ำก่อน เมื่อปลารู้สึกคุ้นเคยกับแหล่งที่อยู่และผู้เลี้ยงแล้วจึงค่อยสลับกับการให้อาหารเม็ดลอยเพื่อเป็นการปรับพฤติกรรม

สำหรับผู้ที่ต้องการสังเกตสุขภาพปลา ให้ใช้ “อาหารเม็ดลอย” เพราะอาหารเม็ดลอยจะทำให้ปลาว่ายขึ้นมาทานอาหารบนผิวน้ำ คุณจึงสามารถสังเกตสุขภาพร่างกายของปลาได้อย่างใกล้ชิด ทั้งความเร็วในการว่ายน้ำ, อาการป่วยและสัญญาณของโรคผิวหนังต่าง ๆ ซึ่งเมื่อทราบล่วงหน้าก็จะสามารถทำการรักษาได้อย่างทันท่วงที

สำหรับผู้ที่ต้องการรักษาคุณภาพน้ำ ให้ใช้ “อาหารเม็ดลอย” เนื่องจากคุณสามารถเห็นอาหารที่ปลาทานไม่หมดในเวลาอันสั้นและช้อนออกได้ทันที เป็นการลดผลกระทบจากการปนเปื้อนของส่วนผสมจำพวกแป้งและน้ำมันที่อยู่ในอาหารปลา ช่วยยืดเวลาในการเปลี่ยนน้ำและลดความเสี่ยงการเกิดน้ำเน่าเสียซึ่งอาจส่งผลให้ปลาป่วยได้

ปลาคาร์ฟจะหาอาหารทั้งในระดับผิวน้ำ กลางน้ำ และท้องน้ำ มักใช้ปากคุ้ยเขี่ยหาอาหารตามริมขอบฝั่งหรือหน้าดินตามขอบฝั่ง ทั้งนี้ทั้งนั้น ปลาคาร์ฟแต่ละตัวมีพฤติกรรมการกินอาหารและตำแหน่งการหาอาหารแตกต่างกัน เจ้าของจึงควรสังเกตและรู้จักพฤติกรรมของปลาคาร์ฟก่อน เพื่อเลือกและให้อาหารปลาได้อย่างเหมาะสม ซึ่งอาหารของปลาคาร์ฟสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ อาหารปลาคาร์ฟชนิดจม และอาหารปลาคาร์ฟชนิดลอย

เลือกอาหารปลาคาร์ฟยี่ห้อที่สารอาหารครบ มีแร่ธาตุเสริมที่เหมาะกับสายพันธุ์

สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งในการเลือกซื้ออาหารปลาคาร์ฟ คือ สารอาหารต้องครบถ้วนและบำรุงปลาคาร์ฟของคุณได้อย่างตรงจุดตามสายพันธุ์และโครงสร้างร่างกาย ซึ่งคุณสมบัติพื้นฐานของอาหารปลาคาร์ฟที่ดีก็มีอยู่ 2 ข้อด้วยกัน

มีสารอาหารครบ 5 หมู่

อันดับแรกคือ สารอาหารต้องครบ  5 หมู่ มีโปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน วิตามินและแร่ธาตุในอัตราส่วนที่พอดี อาหารปลาคาร์ฟที่ดีควรมีปริมาณโปรตีนสูงที่สุด โดยมีปริมาณเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 37 – 42% สำหรับปลาคาร์ฟเล็ก และ 28 – 32% สำหรับปลาคาร์ฟใหญ่ โปรตีนที่มากพอจะทำให้ปลาโตไว เนื้อแน่นและสีสวย แต่ก็ไม่ควรเลือกอาหารที่มีโปรตีนมากเกินไปนะคะ เนื่องจากเป็นสารอาหารที่ย่อยยากสำหรับปลาพอสมควรนั่นเอง

อาหารปลาคาร์ฟที่ดีควรมีปริมาณคาร์โบไฮเดรตน้อย เนื่องจากอาจก่อให้เกิดไขมันสะสมในตัวของปลาได้ นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลงานวิจัยออกมาเปิดเผยว่าปลาคาร์ฟหลายสายพันธุ์มีความสามารถในการย่อยคาร์โบไฮเดรตที่ต่ำ ดังนั้น เพื่อสุขภาพที่ดีของปลา จึงควรเลือกอาหารที่มีปริมาณคาร์โบไฮเดรตน้อยที่สุด

ถัดมาคือ ปริมาณไขมัน โดยอาหารปลาคาร์ฟที่ดีนั้นควรมีปริมาณไขมันอยู่ที่ 5 – 8% เพื่อสุขภาพที่แข็งแรงสมวัย ไม่ควรเลือกอาหารที่มีไขมันน้อยเกินไปเพราะอาจทำให้วิตามินบางตัวไม่สามารถดูดซึมในตัวปลาได้ แล้วยังทำให้ปลาคาร์ฟเสี่ยงเป็นโรคหัวใจหรือเกิดอาการครีบปลาสึกกร่อนอีกด้วย

วิตามินและแร่ธาตุ เป็นสารอาหารสำคัญสำหรับปลาเช่นกัน เราขอแนะนำให้คุณเลือกซื้ออาหารปลาที่มีส่วมผสมของวิตามินที่ละลายในน้ำกับวิตามินละลายในไขมัน เพื่อให้ปลาได้รับวิตามินมากพอและโตเร็วทันใจ ส่วนแร่ธาตุที่สำคัญสำหรับปลาคาร์ฟนั้น ชนิดที่สำคัญเป็นอันดับต้น ๆ เลย คือ ฟอสฟอรัสและแคลเซียมซึ่งจะช่วยบำรุงกระดูกและทำให้ปลาเจริญอาหาร เมื่อทานได้มาก ปลาคาร์ฟก็จะโตไว กลายเป็นปลาสวยงามที่เราสามารถชมได้อย่างเพลิดเพลิน

มีสารบำรุงเสริมที่เหมาะกับสายพันธุ์ปลา

เนื่องจากปลาคาร์ฟแต่ละสายพันธุ์มีลักษณะเด่นทางกายที่อาจแตกต่างกัน ดังนั้นจึงควรเลือกอาหารที่มีแร่ธาตุหรือสารบำรุงเสริมที่เหมาะกับสายพันธุ์ปลาด้วย ตัวอย่างเช่น ปลาคาร์ฟสายพันธุ์ญี่ปุ่นแท้จะมีเกล็ดทั้งตัวซึ่งต่างจากปลาคาร์ฟเยอรมันที่มีเกล็ดเฉพาะแถบใหญ่ข้างลำตัว ดังนั้น หากคุณเลือกซื้ออาหารสำหรับปลาคาร์ฟญี่ปุ่น ก็ควรจะเป็นอาหารที่มีการบำรุงเกล็ดให้แข็งแรงเงางามร่วมด้วย เพื่อให้ปลาเหล่านั้นสามารถเติบโตได้อย่างแข็งแรงและสวยงาม

ปลาคาร์ฟมีหลายสายพันธุ์ แต่ละสายพันธุ์มีลวดลายและสีสันที่แตกต่างกัน อาหารปลาคาร์ฟที่ดีควรเป็นอาหารที่ทำจากวัตถุดิบคุณภาพดี มีสารอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุเหมาะสมสำหรับปลาคาร์ฟแต่ละช่วงวัย รวมไปถึงสารบำรุงเสริมที่เหมาะกับปลาคาร์ฟโดยเฉพาะ

ในปัจจุบัน สารบำรุงเสริมสำหรับปลาคาร์ฟมักเป็นสารที่เร่งสี เร่งโต บางยี่ห้ออาจเสริมสาหร่ายสไปรูลินาเพื่อให้ปลาแฟนซีคาร์ฟมีอัตราการเจริญเติบโตและน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น บางยี่ห้ออาจเสริมการให้โปรตีน เพิ่มดัชนีความสมบูรณ์เพศ ให้สีสวยเด่นชัด หรือเสริมวิตามินต่าง ๆ ที่ช่วยบำรุงสุขภาพ บำรุงเกล็ดปลาและสีสัน

เลือกอาหารปลาคาร์ฟที่มีขนาดเม็ดเหมาะสมกับขนาดปลา เพื่อให้ได้สารอาหารครบถ้วน

ขนาดเม็ดเป็นสิ่งที่สำคัญมากในการเลือกซื้ออาหารปลา หากคุณใช้อาหารที่เม็ดใหญ่เกินไปก็อาจจะทำให้เหล่าปลาตัวน้อยต้องมาเสียเวลาแทะเล็มอาหาร ซึ่งกว่าจะกินหมดสารอาหารก็อาจละลายไปกับน้ำหมดแล้วและทำให้ปลาของคุณไม่ได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอ

ในทางตรงกันข้าม หากใช้อาหารที่เม็ดเล็กเกินไปก็อาจทำให้ปลาของคุณไม่อิ่มได้ เนื่องจากปลาคาร์ฟเป็นปลาที่ไม่มีอวัยวะที่ทำหน้าที่เป็นกระเพาะอาหารเหมือนกับปลาทั่วไป นอกจากนี้ การให้อาหารเม็ดเล็กยังต้องใช้ปริมาณที่มากกว่าซึ่งอาจทำให้มีค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นและหากปลาทานไม่ทันก็มีแนวโน้มจะส่งผลให้น้ำเน่าเสียได้ด้วย ดังนั้น อย่าลืมเลือกขนาดอาหารเม็ดให้เหมาะสมกับขนาดปลาคาร์ฟของคุณด้วย

การให้อาหารปลาคาร์ฟควรเลือกขนาดอาหารให้เหมาะสมกับขนาดของตัวปลา เพราะการให้อาหารที่มีขนาดเม็ดใหญ่กว่าปากปลาและปลาไม่สามารถกินอาหารได้ หากรอให้อาหารปลาคาร์ฟยุ่ยหรือมีขนาดเล็กลง อาหารปลาคาร์ฟจะละลายและมีความน่ากินลดลง ทำให้ปลาคาร์ฟไม่กินอาหาร ส่งผลต่อสุขภาพของปลาและคุณภาพของน้ำ

เลือกอาหารปลาคาร์ฟที่มีกลิ่นน่ารับประทานและล่อปลาได้ดี

สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งในการเลือกซื้ออาหารปลา คือ ต้องตรวจสอบด้วยว่าอาหารนั้นเป็นของใหม่หรือไม่ เหม็นหืนหรือเปล่า เนื่องจากอาหารปลาที่ดีจะมีกลิ่นหอมล่อปลาให้ว่ายมากินอย่างรวดเร็ว ทำให้ได้รับสารอาหารเข้าไปอย่างเต็มเปี่ยม นอกจากนี้ ควรเลือกสินค้าที่หีบห่อบรรจุภัณฑ์มิดชิดปิดสนิท เพื่อให้คุณแน่ใจได้ว่าอาหารปลานั้นจะยังมีกลิ่นหอมแสนสำคัญนี้อยู่ด้วยนั่นเอง

การกระตุ้นความอยากอาหารของปลาคาร์ฟที่ดี คือ เราควรเลือกอาหารปลาคาร์ฟที่น่ากิน มีกลิ่นหอม สีสันของอาหารสวยเพราะจะช่วยล่อปลาได้ดี เจ้าของสามารถสังเกตได้ว่าอาหารปลาคาร์ฟที่เพิ่งเปิดถุงใหม่ ๆ จะมีกลิ่นหอมมากกว่า ตัวเม็ดอาหารคงรูปดี มีความน่ากินสูง แต่หากอาหารสัมผัสกับอากาศเป็นเวลานาน อาจทำให้อาหารชื้น และมีกลิ่นที่น่ากินลดลง ดังนั้น การเลือกอาหารปลาคาร์ฟและการเก็บรักษาอาหารปลาคาร์ฟจึงเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการกินของปลาได้เช่นกัน

เลือกอาหารปลาคาร์ฟที่ละลายน้ำยากและไม่ทำให้น้ำขุ่น

นอกจากจะคอยระวังไม่ให้มีอาหารเหลือในน้ำแล้ว การเลือกอาหารปลาสูตรละลายน้ำยากและไม่ทำให้น้ำขุ่นก็สามารถช่วยรักษาคุณภาพน้ำในบ่อปลาได้เช่นกัน ในปัจจุบันมีอาหารปลาสำเร็จรูปหลายยี่ห้อที่พัฒนาสูตรใหม่ ๆ ไม่ทำให้น้ำขุ่นออกมาวางขาย คุณสามารถเลือกซื้อยี่ห้อที่ชื่นชอบได้เลย

เราควรเลือกอาหารปลาคาร์ฟที่ละลายน้ำยาก สามารถคงอยู่ในน้ำได้นานโดยไม่สลายหรือละลาย คงตัวรอให้ปลาคาร์ฟกินได้ดี เพราะปลาคาร์ฟไม่มีอวัยวะที่มีลักษณะคล้ายกระเพาะอาหารเหมือนกับปลาทั่วไป ดังนั้น ปลาคาร์ฟจึงกินอาหารได้น้อยแต่เน้นการกินที่บ่อยครั้ง หากเราเลือกอาหารปลาคาร์ฟที่ละลายน้ำเร็วและแตกตัวง่าย ทำให้ปลาคาร์ฟกินไม่ทัน กลายเป็นของเสียสะสมใต้บ่อปลาจนเกิดน้ำขุ่นได้

ผู้เชี่ยวชาญสำหรับบทความนี้

สพญ. สุทธิดา พงศ์เลิศนภากร

จบการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร ปัจจุบันเป็นสัตวแพทย์ประจำโรงพยาบาลสัตว์บ้านนายหัว จังหวัดชุมพร ปัจจุบัน นอกจากปฎิบัติหน้าที่ตามวิชาชีพแล้ว ยังอธิบายและให้ความรู้และความเข้าใจแก่บุคคลทั่วไปเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงในทุก ๆ ด้านเพื่อให้เจ้าของและสัตว์เลี้ยงสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข

Japanese Koi

Koi Fish History Explained and Meaning

Defining Nishikigoi: Japanese Koi Fish

The name, “Nishikigoi” was a term first used as far back as 200 years ago in a village from the Niigata prefecture in Japan.

The first Nishikigoi was produced by farmers breeding black carp (or Magoi) as a food source to survive severe winter weather conditions, the result born from this was a vibrantly colored carp with an admirable figure that stood out from the rest with it’s rare beauty. As awareness grew, many started to appreciate Nishikigoi like a fine work of art.

Koi is a homophone for another word that means “affection” or “love” in Japanese; koi are symbols of love and friendship in Japan among many other symbols.

Koi are becoming a universal symbol of peace all over the world.

By the Heian period (794-1185), koi fish were already popular and kept by nobles in Japan. The nobles enjoyed feeding their koi with “Fu“, which was treated as a precious food source and is still eaten by people today. Koi were said to calmly come up to the surface when they sprinkled the Fu, never scrambling in greed. Sharing both the precious Fu and observing the modest behavior of the fish, people nurtured a peace in their heart. This was a gentleness that could be passed along from child to child, and has been ever since.

In the present, it is rather hard to find a country that has no koi hobbyists in it. People all over the world are attracted by the koi’s “peaceful” and “friendly” characteristics. The therapeutic effects of observing and interacting with fish is widely cherished, watching them swim is melodic and relaxing. Since koi are freshwater fish, you can create a relaxing koi fish garden almost anywhere.

The Meaning of Nishikigoi

Known as the swimming (or living) jewel”, the unique name for this koi fish comes from the Japanese word “nishiki” which traditionally means beautiful or elegant things.

In ancient Japan, there were 4 treasures Kin(gold), Gin(silver), Sango(Coral), and Aya Nishiki(figured brocade), and it is said that the name “Nishiki-goi” is named after “Aya-Nishiki”. Nishikigoi is also commonly likened to the multi-colored brocade patterns of the Japanese traditional woven silk fabric, “kimono,” known for its vivid yet delicate colors and striking beauty.

“Ggoi” or koi is what the Japanese refer to simply as carp fish which is meant to be eaten. So you might say that Nishikigoi means “living jewel koi”

Originally created to be a consistent food source in Japan, these carp or koi soon evolved into an ornamental fish that many kept in their garden ponds to add beauty or shine.

As the concept of these “living jewelry” expanded, the koi soon began to symbolize success, ambition, perseverance, and advancement in life. It is said that to be a Nishikigoi is to be a fish that succeeds in life.

Therefore, Japanese people building homes would add a pond in their garden and keep Nishikigoi there as a way to mean that the master of the house feels fulfilled. We of course recommend that you buy our Japanese koi fish for sale to truly discover how they can add more beauty and balance to your home.

Japanese Koi History & Origins

It all started with the mutation.
In Nihon shoki (the oldest chronicles in Japan), it is described that, in 720 AD, Emperor Keiko, the 12th emperor of Japan, swung by “Kuguri No Miya” to appreciate Koi on his way to Gifu prefecture with his vassals. It is said the Koi that emperor Keiko appreciated were mainly black color koi and a few red Koi. So where did such a red Koi come from? They were actually produced by a natural mutation and then gradually selected and bred.

Originating from the Yamakoshi Village and Ojiya City, the first Nishikigoi offspring from Magoi carp displayed red and yellow colors along with patterns.

As residents noticed this change, they started selective breeding into Niigata’s fertile soil and climate, which further grew the beauty and variety of the fish. After numerous attempts, Japanese koi became known in the present world as the “swimming jewel” they are today.

Through a labor intensive and highly selective process, Nishikigoi are raised in both outdoor and indoor conditions which are monitored closely. These Nishikigoi are regularly evaluated individually to find the brightest and finest patterns.

Carp were first bred for color mutations over a thousand years ago in China where the breeding led to development of goldfish.

The world was not aware of koi color variations in Japan until the early 1900’s when koi were exhibited in Tokyo, Japan. From this original set of koi, all other Nishikigoi viarities have been created and has evolved into a social hobby fort many pond owners. Many hobbyists passionately join local koi clubs to share knowledge of fish and pass on to future generations. It is important to our family that the culture continues to grow and thrive.

It is proven that water quality is critical to keeping these growing fish healthy, that is why many breeders in Japan use only the highest quality supplies for pond care and maintenance. To create a strong body form in Nishikigoi and vibrant colors, many breeders also use koi food that keeps the koi happy and glowing.

 How Many Varieties Of Nishikigoi Are There?

With around 200 varieties of Nishikigoi to choose from; the most popular classification is Gosanke which is made up of Kohaku, Taisho Sanshoku Sanke, and Showa Sanshoku varieties. Farmers and breeders of Nishikigoi expanded the categories of Nishikigoi so that some would display only certain colors and markings on the koi fish body as pure “peasant art.”

With this artistic expression, the different ways to describe Nishikigoi expanded to the words: heroic, sturdy, magnificent, vigorous, tremendous, and more.

Soon, these living jewels caught the eyes of more than just the Japanese. This culture created by Japan’s nature and craftsmanship helped to expand the beloved concept of “Nishikigoi” globally. The popularity of Nishikigoi grew beyond Japan that koi lovers worldwide were hosting, participating, and winning championships at koi shows.

These championships and the nishikigoi themselves are so beloved, they were started to be seen as the national fish of Japan.

The All Japan Koi show, which is a very old and yearly nishikigoi show, is visited by overseas and local very important people. Even the Japanese imperial family visits! Every year, more than 4000 Koi fish are gathered from all over Japan only. 40 years ago, they put a subtitle for the Koi show as “Kokugyo no Saiten”, 国魚の祭典, saying “festival of national fish”, and this is the moment when they started regarding the Nishikigoi as their national fish.

The Beauty Of This Living Jewel

As the varieties expanded with differing levels of quality, Nishikigoi started being distinguished by their coloration, patterning, and scalation. In many koi shows, Nishikigoi are judged by these distinguishing qualities along with body conformation or shape and how it swims.

“Koi is the only products that values by beauty, not by its weight.” – Mamoru Kodama

Body conformation refers to the shape and size of the Nishikigoi. It is known in the world of koi appreciation that an ideal body is full and rounded in a spindle-like shape. The quality of a Nishikigoi refers to the koi fish’s skin. A common example is that a Kohaku should have snowy white skin with vivid Hi patterns. Meanwhile, the patterns showcased on Nishikigoi is what makes them attractive. These dynamic patterns should be well-balanced and bring out the uniqueness of each Japanese koi fish to catch the eyes of the public.

Story of Color Unleashed from the Dark – In the Niigata winter, there is no boundary line between sky and ground. All they see is gray color of the snow and cloudy sky, so they hardly see the bright colors from the scenery. Moreover, in Edo period (1603-1868 CE) when the first Nishikigoi appeared, people’s outfit was restricted as they can only wear subdued-colored cloths such as dark blue. It doesn’t surprise me even a guy unleashed from the grey world to the bright shiny world becomes a gifted artist.

Keys To Japanese Koi Appreciation

Among the many varieties of Nishikigoi that are judged at competitions, there are different things to look for based on the classification of koi being observed. All koi are judged based on their colors (Hi, Shiroji, and Sumi) along with their degrees of finish, body size, and steps in the patterns among other things.

When looking at Kohaku koi, this popular type of Nishikigoi is commonly judged based on their red Hi pattern and pure white Shiroji. While looking at Tancho koi, they are judged based on their how round their Maruten, or round spot on the head, is and their white Shiroji quality. As for Showa koi, these majestic koi are judged according to their red Hi patterns, white Shiroji, and black Sumi as a whole.

With brilliant colors and a dynamic body conformation, the refined beauty of this living piece of art helped to grow koi appreciation around the world. Many Japanese koi fish showcase refined colors that create a unique allure. They also feature a strong shine and many different colors from various varieties, each possessing its own unique glow and charm.

The appeal of Nishikigoi deepens with their graceful swim, especially the grace that comes from a koi fish with a large body. That is why they are aptly named the “swimming jewel” which describes these large beautifully colored koi swimming elegantly.

When these koi fish unite, a different kind of splendor is created. They herd together one moment before pulling away from each other the next for a breathtaking scene of color, grace, and beauty. No other aquarium fish around the world can offer such enjoyment.

With the glamorous colors, magnificent bodies, and elegant swimming; Japanese koi fish are a feast for the eyes whether they’re alone or in a pond.

What are the True Colors of Nishikigoi?

You can see red, black, blue, yellow and various other colors on koi that are swimming in the ponds of Hilton Hawaiian Village Hotel and Ala Moana shopping center in Hawaii. The name “Nishikigoi” came from these colors. I believe you should know about the true color of Nishikigoi.

The pigments that are kept in the skin cells will give Nishikigoi different colors like red, black, blue, etc. We can separate these pigments in 2 groups; red and black. The red group is called Carotenoid, and the black group is Melanin. There are about 20 different kinds of Carotenoid pigments that are found in fish. However, Nishikigoi has only 3 kinds; Lutein, Zeaxanthin and Astaxanthin. These pigments are kept in the koi’s skin surface to make them look red. These red pigments are not produced by koi. Koi absorb these pigments from their food and keep them in the pigment cells.

The koi that are sold in stores are fed color enhancement food (color-up food) to get bring out pigments. There are foods that don’t contain anything to enhance the color. These foods will not enhance your koi’s color. You should check to see the contents of koi food before you feed your koi.

The pigment called Melanin is being produced in koi. Black is protective coloration for koi. Therefore, the color changes according to where they live. If they are in a dark place, their color will be pitch-black. If they are in a brighter place, their color will become grey. Koi change their color instantly depending on the circumstance. However, this only applies to Magoi that live in natural rivers and mud ponds. The black color on Nishikigoi wouldn’t change because they are improved varieties.

Have you seen the blue color koi at Ala Moana shopping center? That blue color is also because of the Melanin pigment. Why does black pigment create blue color? Well, do you know why the ocean in Hawaii looks blue? The water prism makes the dark color of bottom of the sea look blue to your eyes. The same happens to koi. The skin of the koi works like the prism to make the black Melanin color blue to your eyes.

Asagi

ปลาคาร์ฟสายพันธุ์ Asagi

เป็นปลาคาร์ฟสายพันธุ์เก่าแก่ที่สุดชนิดหนึ่ง ถูกนำมาใช้เป็นสายพันธุ์พื้นฐานในการพัฒนาปลาคาร์ฟสายพันธุ์ใหม่ๆอีกมากมาย บนแผ่นหลังของปลาคาร์ฟสายพันธุ์ Asaki ถูกปกคลุมด้วยลวดลายของเกล็ดที่มีลักษณะเหมือนตาข่ายสีคราม, สีน้ำเงินเข้ม หรือสีฟ้าอ่อน หัวของปลาคาร์ฟสายพันธุ์ Asaki จะมีสีฟ้าอ่อนๆ และต้องสะอาด ไม่มีตำหนิเปรอะเปื้อน ฐานหรือโคนของ ครีบอก ครีบหาง บริเวณท้อง และฝาประกบเหงือก ของปลาคาร์ฟสายพันธุ์ Asaki มักจะมีสีส้มเข้มถึงแดง

ปลาคาร์ฟสายพันธุ์ อาซากิ(Asagi) มีจุดสังเกตง่ายๆ 3 ข้อ คือ

  1. ไม่มีแพทเทิร์นลวดลายสีแดง (เหมือนปลาคาร์ฟสายพันธุ์โคฮากุและซังเก้)
  2. มีลำตัวตัวสีออกฟ้าหรือคราม
  3. สีแดงที่โคนครีบว่าย สีแดงที่บริเวณโคนครีบว่าย เรียกว่า Motoaka (โมโตอากะ,โมโตอะกา)

โมโตอากะ เป็นส่วนสำคัญในการพิจารณาความสวยงามของ ปลาคาร์ฟสายพันธุ์ อาซากิและซูซุย (Shusui) ซึ่งปลาคาร์ฟทั้งสองสายพันธุ์นี้มีเชื้อสายเดียวกัน เมื่อตอนปลามีอายุน้อย ส่วนมากครีบทั้งหมดจะเป็นสีแดง แต่เมื่อมันโตขึ้น ครีบว่ายจะเริ่มมีสีขาวจากปลายครีบทีละเล็กทีละน้อย สีแดงจะหดตัวเข้าไปประมาณครึ่งหนึ่ง หรือ หนึ่งในสามส่วนของครีบว่าย  โมโตอากะที่ครอบคลุมพื้นที่ 1 ใน 3 ส่วนหรือ 30% ของครีบว่าย เป็น อุดมคติที่สวยงาม และดูกลมกลืนสมส่วน มากที่สุด

แม้ว่า สีแดงบนครีบจะเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งที่ทำให้ปลาคาร์ฟสายพันธุ์อาซากิดูสวยงาม แต่มันก็ไม่จำเป็นเสมอไป ปลาคาร์ฟสายพันธุ์อาซากิบางตัว มีลวดลายตาข่ายที่สวยงาม โดดเด่นมาก จนทำให้เราสามารถมองข้ามสีแดงบนครีบไปได้เลย เน้นคุณภาพโดยรวมมากกว่า ซึ่งลวดลายตาข่ายเป็นส่วนสำคัญที่สุด

ถ้าเราไม่คำนึงถึงรูปร่างที่สวยงามของปลาคาร์ฟสายพันธุ์อาซากิ ว่ากันด้วยเรื่องแพทเทิร์นอย่างเดียว เรื่องแรกในการพิจารณา ก็คือ บริเวณส่วนหัวต้องเกลี้ยงเกลา ขาวสะอาด ปลาคาร์ฟสายพันธุ์อาซากิหลายๆตัว มักมีจุดสีดำเล็กๆ เรียกว่า Jyami (จาหมิ) บนหัว หรือผิวบริเวณหัวสีเหลือง ซึ่งถือว่าเป็นตำหนิเช่นกัน ผิวบริเวณหัวที่ขาว ใส เกลี้ยงเกลาดัง เป็นกุญแจสำคัญอย่างหนึ่ง ที่ช่วยขับความสวยงามของตาข่ายสีฟ้าบนตัวปลาให้โดดเด่นยิ่งขึ้น

เมื่อพิจารณาปลาคาร์ฟสายพันธุ์อาซากิ เกล็ดที่เป็นรูปลายตาข่ายบริเวณไหล่ของปลา เรียงอย่างสวยงามไปจนถึงส่วนหาง และเรียงตามส่วนโค้งของบริเวณลำตัวปลา การพิจารณาความสวยงาม จะต้องไม่มีเกล็ดใดๆหายไปแม้แต่เกล็ดเดียวหรือจะต้องไม่มีสีที่ไม่สม่ำเสมอ และจะต้องไม่มีสีแดง หรือเกล็ดกินรินในลวดลายตาข่าย ปลาคาร์ฟสายพันธุ์อาซากิที่ดี จะต้องมีเกล็ดที่เรียงอย่างสวยงามสม่ำเสมอ 5-6 แถวนับจากครีบกระโดงหลังไล่ลงมาจนถึงเส้นข้างลำตัว ที่กล่าวมาทั้งหมด เป็นมาตรฐานการพิจารณาตัดสินความสวยงาม ของปลาคาร์ฟสายพันธุ์อาซากิ

แม้ว่า ปลาคาร์ฟสายพันธุ์อาซากิที่อายุยังน้อย จะยังไม่พัฒนาลวดลายตาข่ายที่สมบูรณ์นัก แต่การเลือกปลา จะต้องพิจารณาให้ดี เพราะ ลวดลายตาข่ายที่เรียงสวยงามจะเป็นส่วนสำคัญอย่างมากเมื่อปลาเหล่านี้โตขึ้นจนมีขนาด 70-80 เซ็นติเมตร

ปลาคาร์ฟสายพันธุ์อาซากิ เป็นปลาคาร์ฟที่ไม่มีลวดลายเหมือนสายพันธุ์หลักๆอื่นๆ ด้วยเป็นเพราะว่า ปลาคาร์ฟสายพันธุ์อาซากิ ไม่มีลวดลายแพทเทิร์นสีแดง จะมีคนหลายๆคนคิดเหมือนกันว่า มันเป็นปลาที่ไม่สวยเหมือนกับ ปลาคาร์ฟสายพันธุ์โคฮากุ หรือไทโช ซังเก้ จึงทำให้ปลาคาร์ฟสายพันธุ์อาซากิ ได้รับความนิยมน้อยกว่าสายพันธุ์อื่นๆที่มีแพทเทิร์นสีแดง อย่างไรก็ตาม ถ้าได้ลองเลี้ยงปลาคาร์ฟสายพันธุ์อาซากิ ที่มีลักษณะสง่างาม สะดุดตา มักจะติดใจในเสน่ห์ของปลาสายพันธุ์นี้อย่างแน่นอน

ถ้าเราจะเลือกพิจารณาความสวยงามของปลาคาร์ฟสายพันธุ์อาซากิเป็นส่วนๆ ควรจะมีข้อสังเกตดังนี้

  1. สีแดงในส่วนของหาง ควรมีขนาดประมาณครึ่งหนึ่งของครีบหางทั้งหมด
  2. ควรมีสีแดงในครีบหลัง จึงจะเป็นจุดดึงดูดสายตา และเพิ่มความสวยงามให้กับปลาอาซากิตัวนั้นๆ
  3. ควรมีเกล็ดสีครามที่สมบูรณ์ เรียงอย่างสมมาตรได้สัดส่วน ไปตามแนวโค้งของลำตัวตั้งแต่บริเวณไหล่ไปจนถึงหาง และจะดีมากๆถ้ามีเกล็ดสีครามที่สมบูรณ์เรียงต่อกัน 5 – 6 แถวนับตั้งแต่ครีบหลังไปจนถึงท้องปลา
  4. จุดสีแดงที่เกิดขึ้นบนเกล็ดหลังและลำตัว ถือเป็นตำหนิ
  5. เกล็ดลวดลายตาข่ายที่คมชัดและดูหนาของปลา ถือว่าสวยงามมากและเป็นที่ต้องการอย่างมาก
  6. การที่ปลาคาร์ฟสายพันธุ์อาซากิ เกล็ดหลุด แม้เวลาจะผ่านไปเป็นปี ก็จะมีตำหนิให้เห็น ดังจุดนี้ ส่วนนี้ถือเป็นข้อบกพร่องหรือตำหนิ แม้ว่าเกล็ดใหม่จะขึ้นมาอย่างสมบูรณ์แล้ว แต่ลวดลายตาข่ายในเกล็ดใหม่จะดูจางกว่าเกล็ดอื่นๆ ความไม่สม่ำเสมอของสีหรือลวดลายตาข่ายในเกล็ดถือเป็นตำหนิข้อใหญ่ในการพิจารณาความสวยงามของปลาคาร์ฟสายพันธุ์อาซากิ
  7. เมื่อปลามีขนาดใหญ่ขึ้น ประมาณ 70 เซ็นติเมตร ลวดลายตาข่ายในส่วนที่วงกลม จะดูหนาขึ้นและใหญ่ขึ้น
  8. โมโตอะกา หรือส่วนของสีแดงบนครีบว่าย เป็นส่วนสำคัญอีกส่วนในการพิจารณาความสวยงามดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้น
  9. ส่วนสำคัญอีกส่วนที่ทำให้ปลาตัวนี้ดูสวยงาม คือ การมีหัวที่ขาวสะอาด
  10. ในส่วนของตา อาจจะมีสีแดงได้ (ปลาคาร์ฟสายพันธุ์อาซากิสายพันธุ์เดียวเท่านั้นที่ได้รับการอนุโลมในข้อนี้)
  11. จุดสีแดงที่ขึ้นมาในส่วนหัว ถือเป็นตำหนิ

ทราบหรือไม่ว่า ปลาคาร์ฟสายพันธุ์ อาซากิ เป็นต้นกำเนิดของ ปลาคาร์ฟสายพันธุ์ โคฮากุ โดยปลาตัวหนึ่งเกิดขึ้นมาจากการเพาะพันธุ์ ปลาคาร์ฟสายพันธุ์อาซากิ ในขณะนั้น ผู้เพาะพันธุ์มองเห็นเป็นปลาสีขาว มีครีบว่ายสีแดงและมีสีแดงบริเวณช่วงท้อง เมื่อนำปลาสีขาวมาเพาะพันธุ์ต่อ หลายต่อหลายครั้ง ก็เกิดได้ลูกปลาเป็นปลาคาร์ฟสายพันธุ์ โคฮากุ ขึ้นมา

Kanoko Asagi (คาโนโกะ อาซากิ)

เป็นปลาคาร์ฟสายพันธุ์ อาซากิ ที่ไม่ธรรมดาด้วยการที่มันมีเกล็ดสีแดงสีแดงในเกล็ดจะไม่มีให้เห็นตั้งแต่ปลายังมีขนาดเล็ก สีแดงจะเริ่มมีให้เห็นอย่างต่อเนื่อง ขึ้นมาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อปลามีขนาด 50 – 60 เซ็นติเมตรถ้าสีแดงขยายจนครอบคลุมทุกเกล็ด มันจะเป็นปลาที่สวยงามมากๆสิ่งที่น่าสนใจอย่างหนึ่งของปลาคาร์ฟ คือ การที่มันโตขึ้นและเปลี่ยนแปลงความสวยงามได้เรื่อยๆ

ปลาบางตัวเป็นปลาที่หายากมาก เนื่องมาจากการเพาะพันธุ์ปลา จะได้ลูกปลาถึงครั้งละ 300,000 – 400,000 ตัว การที่จะมีปลาที่แปลกประหลาดจากพี่น้องและมีความสวยงามอย่างน่าอัศจรรย์ด้วย จึงเป็นเรื่องยากมาก ต้องโชคดีจริงๆถึงจะได้ปลาที่สวยงามและมีเอกลักษณ์ดีๆ สักตัวหนึ่งจากปลาหลายๆแสนตัว

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการที่มันมีเกล็ดสีแดง ก็เป็นเพียงลักษณะที่กำหนดว่าควรมี แต่ไม่ใช่ลักษณะที่จำเป็น หรือเป็นที่ต้องการอย่างแท้จริง ของปลาคาร์ฟสายพันธุ์ อาซากิทุกตัว แม้ว่าปลาจะไม่มีส่วนของครีบว่ายเป็นสีแดง แต่เกล็ดที่เรียงตัวอย่างสวยงาม สมบูรณ์ และสีของลวดลายตาข่ายหนาชัดเจน ก็เพียงพอแล้วที่จะให้คะแนนความสวยงามในระดับสูง การมีปลาลักษณะแบบนี้ในครอบครองจึงเป็นเรื่องที่ทำให้รู้สึกสนุกตื่นเต้น ที่จะได้ลุ้นถึงความเป็นไปได้ว่ามันจะสวยขึ้นขนาดไหน เมื่อมันโตขึ้น

เมื่อเราลองพิจารณาการเรียงตัวที่สวยงาม สมบูรณ์ของเกล็ดตั้งแต่ไหล่จนถึงหาง ตั้งแต่ครีบหลังจนถึงช่วงท้อง สีครามของลวดลายตาข่ายในแต่ละเกล็ดก็สมบูรณ์เท่ากันเกือบทุกเกล็ด ทำให้เราทราบว่า เป็นปลาคาร์ฟสายพันธุ์ อาซากิ ที่สวยสมบูรณ์มากๆ และโอกาสคว้าแชมป์จากงานประกวดปลาคาร์ฟอีกด้วย แม้จะไม่มี โมโตอะกา ที่สมบูรณ์ก็ตาม

ในการพิจารณาความสวยงามของปลาคาร์ฟสายพันธุ์ อาซากิ นี้ เกล็ดที่หลุดไปเพียงเกล็ดเดียว อาจจะเป็นข้อบกพร่องข้อใหญ่มาก ดังนั้น เราควรระมัดระวังในการเลี้ยง รวมถึงการเคลื่อนย้ายให้ดี

Ginrin Asagi (อาซากิ กินริน)

เมืองโอจิยะ (Ojiya) เป็นเมืองต้นกำเนิดของปลาคาร์ฟสายพันธุ์ใหม่ๆอยู่เรื่อยๆ เนื่องจากผู้เพาะพันธุ์ปลาคาร์ฟหลายๆคนในเมืองนี้ มีความตั้งใจที่จะเพาะพันธุ์ปลาคาร์ฟสายพันธุ์ใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา แม้จะเป็นงานที่ยากมากๆก็ตาม

คุณ Tadashi Iwashita เป็นผู้เพาะพันธุ์รายแรกที่สามารถเพาะพันธุ์ปลาคาร์ฟสายพันธุ์ อาซากิ กินริน ได้เป็นผลสำเร็จ ก็เป็นหนึ่งในผู้เพาะพันธุ์ในเมืองโอจิยะแห่งนี้ โดยเขาสามารถเพาะพันธุ์ Ki Ochiba (คิ โอจิบะ) ปลาคาร์ฟสายพันธุ์ โอจิบะชิกุเระ ที่มีลวดลายสีเหลือง ได้อีกด้วย แต่อาซากิ กินริน คือ สายพันธุ์ที่เขาชื่นชอบในผลงานมากที่สุด เราได้เห็น ปลาคาร์ฟสายพันธุ์ อาซากิ กินริน มาสักระยะหนึ่งแล้ว โดยคุณ Iwashita เป็นผู้เพาะพันธุ์คนแรกที่ประสบความสำเร็จในการเพาะพันธุ์ให้ เกล็ดกินริน ขึ้นเรียงสวยงามสม่ำเสมอ ครอบคลุมทั่วทั้งตัวปลา ประวัติศาสตร์ได้บันทึกไว้ว่า ปลาคาร์ฟสายพันธุ์ อาซากิ กินริน ได้ถูกตั้งขึ้น โดยคุณ Iwashita ในปี ค.ศ. 1999 ปัญหาเพียงข้อเดียว ที่ Iwashita Ginrin Asagi ไม่เป็นที่แพร่หลายในวงการปลานัก เพราะเป็นเรื่องยากที่จะได้เป็นเจ้าของ เนื่องมาจาก คุณ Iwashita เป็นผู้เพาะพันธุ์ที่ภูมิใจในปลาของเขามาก เขาจะคัดปลาเก็บไว้เพียง 1,000 – 1,500 ตัวเท่านั้น จากปลานับแสนๆตัวที่เพาะพันธ์ขึ้นมา

Koi Pond

TT Koi House

cropped-tt_koi_pond_01.jpg
บ่อขนาด 20 ตัน

บ่อปลาขนาด 20 ตัน ที่มีพื้นที่บ่อกรองประมาณ 35% ของความจุบ่อทั้งหมด ทำให้คุณภาพของน้ำใส

Nature, in the common sense, refers to essences unchanged by space, the air, the river, the leaf.

cropped-tt_koi_pond_02.jpg
บ่อกรองขนาด 35%
tt_koi_pond_03
มุมพักผ่อนของครอบครัว